Home » Health News » ของของเรา

ของของเรา

เคยไหมเวลาที่มีคนเข้ามาขอคำปรึกษาจากเรา แล้วเราสามารถให้คำแนะนำ หรือมีข้อเสนอแนะมากมายเพื่อให้เขาหาทางออกหรือมีหนทางแก้ไขปัญหาของเขาได้ แล้วเคยไหม เวลาที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเราบ้าง เรามักจะหาทางออกไม่เจอ วนเวียน หรือจมอยู่กับปัญหา เคยแปลกใจไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ผู้เขียนเองเคยอยู่ในสถานการณ์ทั้ง ๒ แบบนั้น คือเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาคนอื่น และจมอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งบางครั้งหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ คำตอบที่ทำให้ลงเอยแบบนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็น “ของของเรา” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เช่น ความพลัดพราก หรือความตายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่เรารัก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคน หรือสัตว์เลี้ยงของเราก็ตาม เพราะเมื่อเรารู้สึกแบบนั้นแล้ว จะมีทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ความผูกพัน รวมถึงไม่อยากจะคิดว่านี่คือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น ต่างจากเมื่อคนอื่นมาปรึกษา หรือขอความช่วยเหลือจากเรา เราจะรู้สึกว่าเราช่วยเขาได้ เพราะนั่นไม่ใช่ “ของของเรา” แต่เป็น “ของของคนอื่น”
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเริ่มเข้ามาทำงานอบรมเรื่อง “เผชิญความตายอย่างสงบ” ใหม่ๆ เคยได้ยินหมอกับพยาบาลเล่าว่า ที่ผ่านมา เห็นคนเจ็บหรือคนตายมาก็มาก แต่ไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะเขาเหล่านั้นไม่ใช่ญาติของเรา ต่อเมื่อคนคนนั้นเป็นญาติของเรา หรือตัวเราเองที่เป็นโรคร้าย จะยอมรับหรือทำใจไม่ได้ถ้าต้องสูญเสีย หมอผ่าตัดบางคน จะให้หมอคนอื่นเป็นคนผ่าตัดลูกของตัวเอง โดยบอกเหตุผลว่า ทำใจยอมรับไม่ได้ถ้าจะต้องเห็นลูกตัวเองเจ็บปวด
ด้วยประสบการณ์ชีวิตในตอนนั้น ทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลนี้สักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับตอนนี้ที่ชีวิตเริ่มผ่านความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความตายของคนหรือสัตว์เลี้ยงที่อยู่รอบตัวเรา แม้อาจจะถือว่าเราโชคดีที่ทำงานอยู่ในแวดวงเหล่านี้ แต่บางครั้งกลับเอาตัวเองไม่รอด เมื่อต้องเจอกับความจริงที่อยู่ตรงหน้าและกำลังจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่เรารัก
แน่นอนเมื่อเราผูกพันกับสิ่งใด เราย่อมมีความรู้สึกหวงแหน ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งนั้น ทำให้เราพยายามทำทุกวิธีทางที่จะยื้อให้สิ่งนั้นอยู่กับเรานานๆ จนบางครั้งเราก็ละเลยบางเรื่องไป เช่น เมื่อเจ็บป่วย เราก็เน้นการรักษาแบบเต็มที่ เพื่อที่จะยื้อชีวิต จนลืมคิดถึงความต้องการของผู้ป่วยไป เป็นเพราะทำใจยอมรับกับความพลัดพรากหรือความตายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งที่เรารักไม่ได้ ยังไม่นับการบังคับให้ผู้ป่วยทำโน่น หรือไม่ให้ทำนี่ ทำให้ความเข้าใจสวนทางกัน เพราะเราในฐานะของคนดูแลจะคิดว่าต้องทำในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ไม่รู้ว่าดีที่สุดสำหรับใครกัน คนดูแลหรือผู้ป่วย เพราะในมุมของผู้ป่วย เขาอยากจะมีอิสระในชีวิตของตัวเอง และเมื่อสิ่งที่เรารักเป็นแมวด้วยแล้ว ย่อมต้องอาศัยการคาดเดา หรือรู้จักนิสัยกันมาก่อน ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ถ้าเป็นการเจ็บป่วยแบบปกติ เราก็จะทำใจยอมรับได้ แต่ถ้าอาการป่วยอยู่ในระยะท้าย หรือช่วงโคม่า เชื่อว่าหลายคนคงทำใจได้ยาก เพราะเมื่อดูแลก็ยิ่งผูกพันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ใจเราไม่อยากยอมรับความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า และไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรารักเช่นกัน. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Comments are closed.